Teerewan's profileที - ละ - วันPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
ที - ละ - วัน |
|||||||||||||||
|
September 02 สวัสดีแฟนคลับสวัสดีแฟนคลับ
ทำไงดี มีเรื่องอยากเขียนเยอะแยะเลย ใครอยากเอาเวลามาผูกโบว์เป็นของขวัญให้เราบ้าง August 26 หนึ่งฤดูผ่านไปโห.. อัพบล๊อคครั้งสุดท้านเมื่อไหร่เนี่ย มีนาคม ฤดูร้อน นี่ก็จะปลายฝนแล้ว เดี๋ยวแฟนคลับหายหมด แฟนคลับกลับมาได้แล้วนะ มาฟังเรื่องนี้กันแล้ว เม้นท์ ให้ด้วยนะจ๊ะ
ทำไมอาสาสมัคร
วันหนึ่งได้มานั่งทบทวนกับตัวเองว่า ทำไมเราจึงอาสามาทำงานของหมู่บ้านพลัม ก็นึกถึงวันแรกวันนั้นที่เราลงชื่อขอเป็นอาสาสมัครหลังจบงานภาวนาที่วัดสันกู่ เพียงแค่ 3 วันเราก็ประทับใจแนวทางการปฏิบัติ พบบ้านพักพิงแห่งใหม่ พบมหาวิทยาลัยเพื่อการเรียนรู้แห่งใหม่ภายใน 3 วัน และยิ่งไปกว่านั้นเราประทับใจการเสียสละของอาสาสมัครหมู่บ้านพลัมรุ่นพี่ทั้งหลาย (แม้ว่าบางทีรุ่นก็พี่ไม่ยิ้มเลย) แต่เราก็มีแรงบันดาลใจตั้งแต่วันนั้นว่า เราจะเป็นอาสาสมัคร จนถึงวันนี้เราก็ยังคงเป็นอาสาสมัครช่วยงานของหมู่บ้านพลัมประเทศไทยอย่างสม่ำเสมอตามกำลังความสามารถมาตลอดเวลาเกือบจะ 3 ปีแล้ว ผู้อ่านก็คงจะเคยมีภาวะเช่นนี้ใช่ไหมคะ เมื่อเราพบสิ่งดี ๆ เราก็อยากให้สิ่งดี ๆ นั้นดำรงอยู่ต่อไป หากเราจะมีส่วนช่วยในการดำรงอยู่นั้นแม้เพียงเล็กน้อย เราก็จะยินดียิ่ง ผู้หลักผู้ใหญ่อาจจะเรียกภาวะนี้ว่า “จิตอันเป็นกุศล” แต่เราก็อยากจะบอกว่า เราไม่ได้คิดว่าเป็นกุศลหรือไม่เป็นกุศล แต่เราทำ เราช่วย เพราะชุมชนแห่งนั้นต้องการความช่วยเหลือ เราช่วย เพราะว่าเมื่อเราเห็นรอยยิ้มและสายตาที่เปี่ยมไปด้วยปิติสุขของผู้เข้าร่วมงานภาวนาเราก็รู้ว่างานภาวนาได้ช่วยเยียวยาใจพวกเขา และเราช่วยเพื่อว่าจะได้เปิดโอกาสให้ครอบครัวได้มีโอกาสภาวนาร่วมกัน นักวิชาการทางจิตวิทยาพัฒนาการอาจจะวิเคราะห์ว่า เธอคงถึงวัยแล้วที่จะออกไปช่วยงานสังคม แต่เราก็จะเถียงในใจว่า ไม่จำเป็นต้องถึงวัย (กลางคน) ก่อนแล้วเราจึงอยากช่วย เราเห็นน้อง ๆ อายุน้อย ๆ หลายคนทำงานอาสาสมัครด้วยความเต็มใจ ซึ่งน้อง ๆ นั้นเองที่เป็นกำลังใจสำหรับงานอาสาสมัครของเรา อาจจะมีใครหลายคนถามว่า ทำงานอาสาสมัครแล้วได้อะไร คำตอบสำหรับเรามีหลากหลายมาก เป็นต้นว่า ได้เรียนรู้วิถีการปฏิบัติลึกซึ้งขึ้น ได้ฝึกแก้ปัญหา ได้ใกล้ชิดครู ได้เรียนรู้ที่จะเยียวยาความเหนื่อยล้า ท้อแท้ของเราและพี่น้อง ได้เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่น ฯลฯ คุณค่าและคุณประโยชน์คงไม่สามารถอธิบายได้หมดในย่อหน้าเดียว และหากมีใครมาถามว่าจะแนะนำให้คนรู้จักไปทำงานอาสาสมัครหรือไม่ ก็จะสามารถตอบโดยไม่ลังเลเลยว่า แนะนำแน่นอน เพราะการเป็นอาสาสมัครเป็นการขยายจิตใจของเราให้กว้างขวางขึ้น ก้าวไปพ้นการหมกมุ่นครุ่นคิดถึงเฉพาะตัวเอง จากประสบการณ์การเป็นนักจิตวิทยาให้การปรึกษาจะพบว่า ผู้รับการปรึกษาคนใดที่มีจิตใจอาสาอยู่บ้าง นักจิตวิทยาก็จะแอบยิ้มแล้วว่า โอกาสที่เค้าจะดีขึ้นมีมาก คือผู้รับบริการผู้นั้นมีเนื้อดินที่ดีที่จะรับเมล็ดพันธุ์การมองชีวิตในแง่บวกได้มากกว่าผู้ที่ไม่มีจิตใจอาสาเลย และสามารถช่วยให้มองสิ่งต่าง ๆ ตามที่เป็นจริงได้ง่าย เพราะเป็นผู้ที่นิสัยเปิดกว้างอยู่เสมอ หลวงปู่บอกว่า“สำหรับถ้วยใบเล็ก เกลือเพียงเล็กน้อยก็ทำให้น้ำในถ้วยเค็มได้แล้ว ถ้าจิตใจของเธอเล็ก ความเจ็บปวดเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เธอเป็นทุกข์ได้แล้ว จิตใจของเธอจึงต้องยิ่งใหญ่” เราซาบซึ้งกับคำสอนนี้มาก เพราะเราเห็นมาตลอดว่าคนที่มีจิตใจยิ่งใหญ่เมื่อมีปัญหาผ่านเข้ามาในชีวิตจะผ่านไปได้ง่ายกว่าคนที่มีจิตใจคับแคบ การทำงานอาสาสมัครสำหรับเราผ่านช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้มามากมาย ทั้งสุข ทั้งปลื้มปิติ และเบิกบาน ทั้งท้อแท้เหนื่อยหน่าย และเคยมีเหมือนกันที่หมดพลังกันไปเลยทีเดียวเมื่อเสร็จงานอาสาสมัครแล้วต้องกลับมาสะสางงานประจำของตัวเอง แต่ไม่ว่าจะต้องประสบกับภาวะเช่นไร เราก็มีชุมชนคอยเกื้อหนุน เอื้ออำนวยให้เรียนรู้ มีครู(หลวงพี่) ให้คำแนะนำ มีคำสอนของหลวงปู่เป็นฐานแห่งความเข้าใจชีวิตให้เสมอ ในเมื่อก็เรียนรู้มากมายแล้ว ทำมาก็มากแล้ว ยังไม่พออีกหรือ ก็ตอบตัวเองได้ทันทีอีกว่า จะทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่มีแรง ถ้ามีใครมาถามอีกว่าจะทำไปเพื่ออะไร สำหรับวันนี้เรามีคำตอบที่ชัดเจนสำหรับการเป็นอาสาสมัครของเราแล้วว่า “เป็นอาสาสมัคร เพียงเพื่ออาสาสมัครค่ะ”
March 29 แฟนกับไม่ใช่แฟน ต่างกันตรงไหนช่วงนี้มีคนมาปรึกษาเรื่องแฟน/ไม่ใช่แฟนเยอะ จึงเกิดคำถามขึ้นมาในใจ
แฟนกับไม่ใช่แฟน ต่างกันตรงไหน? …. เพศสัมพันธ์ และความเป็นเจ้าของ สองสิ่งนี้เอง ที่ทำให้แฟนกับไม่ใช่แฟนต่างกัน แต่... เพศสัมพันธ์ที่ไม่สร้างความทุกข์คือการมีพันธะสัญญาระยะยาวต่อกัน ความเป็นเจ้าของคือสิ่งที่หน่วงใจไม่ว่าจะเป็นเจ้าของคน สัตว์ หรือสิ่งของ แม้แต่สามีภรรยาก็ยังทุกข์เพราะรู้สึกเป็นเจ้าของ ในความเป็นจริงเราไม่สามารถเป็นเจ้าของใคร หรืออะไรได้เลย แม้แต่ตัวเอง ... เพราะฉะนั้นถ้าการเป็นแฟนกันโดยที่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์และไม่รู้สึกเป็นเจ้าของ จะต่างกับการไม่เป็นแฟนตรงไหน? เหตุใดคนหลายคนจึงเป็นทุกข์ที่ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเป็นแฟนกับคนนี้ดี หรือไม่เป็นดี เป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเขาเป็นทุกข์เพราะได้ลากเส้นสมมุติขึ้นมาในใจเพื่อแบ่งแยกความเป็นจริง ความเป็นจริงที่ว่า มนุษย์สามารถมีไมตรีจิตต่อกันไม่มีประมาณไม่ว่ากับผู้ใด สัมพันธภาพที่งดงามเกิดขึ้นได้เสมอ และเป็นสิ่งที่ชุมชื่นใจ เหตุใดเราจึงไม่ “อยู่” อย่างเต็มที่กับสัมพันธภาพ โดยไม่มัวแต่ลังเลใจว่าเค้าเป็นแฟนหรือไม่ใช่ เหตุใดเราจึงเลือกที่จะมีไมตรีกับเฉพาะคนที่เราสมมุติขึ้นมาว่าเค้าคือแฟน
แฟนกับไม่ใช่แฟน ต่างกันตรงไหน?
ในเมื่อ
ความจริงนั้นไซร้ ไร้การแบ่งแยก
March 05 ว่าด้วยความจริง“ความจริง” คำนี้ดูง่าย ๆ ไม่เก๋ ไม่เด่น ไม่น่าพูดถึงเท่าไหร่ แต่ทำมั๊ย สุดท้ายก็ต้องมาจบที่คำนี้ทุกที - เวลาทะเลาะกับแฟน เราก็อยากให้เค้าพูด “ความจริง” - เวลาเราอยากรู้ว่างานของเราเป็นไงบ้าง เราก็อยากให้เพื่อนบอก “ความจริง” - เวลามีใครวิจารณ์ (เม้าส์) กันมาก ชักจะไปไกล ในใจเราก็จะมีคำถามแล้วว่า “ความจริง” คืออะไร (ว่ะ) - แม้แต่เวลาที่เราสับสน วุ่นวายกับเรื่องราวที่ซับซ้อน ซ่อนเงื่อนในหัวของเรา เรายังมานั่งถามตัวเองเลยว่า “ความจริง” คืออะไรกันแน่ (ว่ะ) ไม่รู้ว่าใครจะเป็นอย่างที่ว่ามาข้างบนหรือเปล่า ลองคิดดูเล่น ๆ นะ สุดท้าย อะไร ๆ ก็แพ้ “ความจริง” แล้วไอ้เจ้าตัว “ความจริง” มันคืออะไรกันแน่
เราจะไม่ถกกันในแง่ของปรัชญาล่ะนะเพราะมันคงจะยาว (และยากมาก) ขอแค่เล่าประสบการณ์ว่าได้ค้นพบอะไรในเส้นทางของการเรียนจิตวิทยาและการภาวนา เราพบว่าทฤษฎีหลัก ๆ ของจิตวิทยาการปรึกษาหรือจิตบำบัด ไม่ว่าจะเป็นฟรอยด์ หรือ โรเจอรส์ ก็มุ่งให้ผู้รับบริการกลับไปสู่ความจริงของตนเองให้ได้มากที่สุด เพราะมนุษย์ถูกหล่อหลอมให้ค่อย ๆ หลอกตัวเองมาเรื่อย ๆ วันก่อนฟังธรรมะบรรยายของท่านภาสกร (ภาวิไล) ท่านพูดถึงต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิตว่าตั้งต้นที่ความกลัวจึงต้องสร้าง body ขึ้นมาห่อหุ้ม แล้วก็เกิดวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ จนเป็นมนุษย์ในที่สุด ฟังท่านแล้วก็นึกถึงจิตวิทยาเหมือนกัน ช่างตรงกันโดยไม่ได้นัดหมาย จิตใจมนุษย์ก็มีต้นกำเนิดอย่างเดียวกับที่ท่านว่า สิ่งแรก ๆ ที่ทารกรู้จักคือ “ความกลัว” ธรรมชาติของจิตใจจึงต้องสร้างเกราะป้องกัน สร้างแล้ว สร้างอีก หลายซับหลายซ้อน เป็นกลไกทางจิตที่เราสร้างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
แล้วทำไมนักจิตวิทยาหลัก ๆ ทั้งสองคนถึงแนะนำให้เรากลับไปหาความจริง เพราะการอยู่กับสิ่งที่หลอกลวงนั้นไม่มั่นคง และเชื่อมต่อกับคนรอบ ๆ ข้างได้ไม่สนิท คนเราเมื่ออยู่กันด้วยกลไกทางจิต เราก็จะคิด (คาดหวัง) ว่าเค้าคงเป็นอย่างที่แสดงออกมาก็แอบฝันหวานว่า คนนี้ใจดีจัง ดูท่าที่เค้าอุ้มแมวสิ ถ้าเราได้อยู่กับเค้าคงจะอบอุ่น แล้วเราก็ปิดประตูลงกลอนความคิดนี้แล้ว ห้ามความคิดอื่นเข้ามายุ่ง ฉันจะเชื่อของฉันอย่างนี้ (เพราะภายในใจมันสั่งออกมาให้เชื่ออย่างนี้อยู่แล้ว เพราะตลอดมามันก็หาแต่คนลักษณะนี้อยู่ตลอดอยู่แล้วด้วย) แล้วปัญหาก็ตามมาว่า เค้าคนนั้นไม่ได้ใจดีอย่างนั้นตลอดเวลา ก็จะผิดหวัง เป็นทุกข์ ซึ่งอาจแสดงออกด้วยความโกรธพาลโทษเค้าที่เปลี่ยนไป บ้างก็เศร้าจากการโทษตัวเองว่าเราคงไม่ดีทำให้เค้าโกรธ บ้างก็โทษสถานการณ์ต่าง ๆ นั่นก็เป็นการหลอกตัวเองซ้ำเข้าไปอีก เป็นวงจรซ้ำไปซ้ำมา ลองคิดดูเล่น ๆ สิ ชีวิตจะไม่มีปัญหาเลยถ้าทุกขณะจิตเราอยู่ร่วมกันด้วยความจริง (ขอบอกว่าต้องจริง ๆ ๆ นะตั้งแต่ต้น) หายากใช่มั๊ย แม้แต่ตัวเองยังไม่รู้ว่าจริงของตัวเองคืออะไรเลยใช่มั๊ย ถามหน่อยว่ามีใครรู้จักตัวเองจริง ๆ บ้าง...
อย่าเพิ่งหมดหวัง ถ้าเราคิดว่าเอาล่ะ เราจะไม่เป็นทาสกลไกทางจิตอีกต่อไปแล้วล่ะนะ เราก็จะค่อย ๆ เดินทางย้อนรอยเข้าไปหาความจริงได้ด้วยการฝึกฝน ลองคิดดูสิว่ากว่าจะมาเป็นตัวเราได้ขนาดนี้ ผ่านการหล่อหลอมอะไรมาบ้าง ถ้าเทียบกลไกทางจิตเป็นดินที่พอกตัวจริงเราอยู่ก็ไม่รู้มันจะหนาหนักสักกี่ตัน เพราะฉะนั้นตอนที่จะเดินทางเข้าไปพบกับ “ความจริงแท้” ข้างในมันก็ต้องยากกันหน่อยจริงไหม...อยากรู้แล้วล่ะสิว่าทำยังไง ไว้รออ่านต่อละกันนะ
November 21 ตอบข้อสอบอาจารย์สมัยนู้นวันนี้เข้าไปค้น file งานเก่า ๆ แล้วไปเจอ file ตอบข้อสอบวิชา Buddhist Psychology เข้า อ่านแล้วก็ ว้าว เราเคยเข้าใจอะไร เขียนอะไรได้อย่างนี้หรือ ก็เลยอยากนำมาแบ่งปันค่ะ
น.ส.ธีรวรรณ ธีระพงษ์Take Home ExamBuddhist Psychology ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2545
· เล่าประสบการณ์การเรียนรู้ในวิชานี้และขอให้กล่าวถึงเนื้อหาและแง่คิดที่ได้จากการอยู่ร่วมกันในห้องอย่างถี่ถ้วนสมบูรณ์ และกล่าวถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้น และจะพึงเกิดขึ้นจากการได้เรียนร่วมกันในวิชา
เป็นครั้งแรกค่ะที่หนูได้มีโอกาสเข้าชั้นเรียนแบบผู้ใหญ่ ๆ จึงรู้สึกได้ถึงความแตกต่างเมื่อเทียบกับการเข้าเรียนวิชาอื่น ๆ ทั้งในแง่ของความรู้ความเข้าใจที่มีความหลากหลายอันเกิดจากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันภายใต้บรรยากาศที่มีความเข้าใจกัน เอื้อเฟื้อสนับสนุนให้มีการเบ่งบานของความคิดความเข้าใจ มีโอกาสได้เดินทางไปแสวงหาความรู้นอกห้องเรียนถึง 2 ครั้ง ได้ร่วมกันจัดงานที่สร้างสรรค์ และได้เบิกบานแจ่มใสไปด้วยกันทั้งศิษย์และอาจารย์ และนี่ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ถ่ายทอดประสบการณ์เหล่านี้ค่ะ ในแง่ของเนื้อหา ความรู้ความเข้าใจที่ได้รับในครั้งนี้แตกต่างจากการเรียนในวิชาเรียนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง อาจารย์เริ่มต้นเตรียมความพร้อมพวกเราโดยการชี้ให้เห็นถึงการหลงในความรู้แบบตะวันตก การคิดแบบแยกส่วน แบบ logic เป็นการคาดคะเน สิ่งเหล่านี้ครอบงำใจเรามาตลอดจนถึงปริญญาเอก ถ้าไม่ตระหนักเรื่องการครอบงำนี้ก็เป็นไปได้ยากที่เราจะเข้าใจพุทธธรรมอันมีธรรมชาติของความรู้ที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้นความรู้แบบเดิมยังเป็นอุปสรรคขัดขวางการทำความเข้าใจความรู้แบบพุทธธรรม และไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจ”ชีวิต” อีกด้วย การศึกษาพุทธธรรมไม่ใช่การศึกษาเพื่อ ตั้งสมมุติฐาน หรือคาดคะเนแล้วหาข้อมูลต่าง ๆ มา support ไม่ได้เป็นการเข้าถึงความจริงเพียง approximate of truth แต่เป็นการศึกษาความจริงแท้ และที่สำคัญเป็นความจริงแท้ของ”ชีวิต” เป็นความจริงเพื่อการเข้าใจชีวิต และการดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันแต่ละวันแต่ละวินาที ให้รู้และเข้าใจว่าทุกวันนี้เราดำรงอยู่ด้วยความสัมพันธ์ เป็น net work หรือ web of life และเราพึงชัดเจนกับสิ่งเหล่านี้ได้ด้วย pain observation
อาจารย์ชี้ให้เห็นถึงพุทธธรรมในแง่ที่ชัดเจนที่สุดด้วยเรื่องของธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้เราลองจินตนาการว่าถ้าเราสามารถแยกดิน น้ำ ลม ไฟ ออกจากตัวเราแล้วนำกลับคืนสู่ที่เดิมทีละส่วนจะยังมีตัวเราเหลืออีกหรือไม่ ความเข้าใจเรื่องนี้สำหรับหนูแล้วลึกซึ้งและตรึงอยู่ในใจเสมอด้วยตัวอย่างเพียงเรื่องเดียวนี้ ทำให้หนูได้เห็นชัดถึงกฎของ “อิทัปปัจยตา” ให้ได้เห็นถึงกฎ “ไตรลักษณ์” ให้ได้เห็นถึง “อริยสัจ 4” และแน่นอนคือเห็น “ทุกข์” เห็น “ผัสสะ” “อายตนะภายในและภายนอก” และเชื่อมโยงไปสู่ความเข้าใจธรรมะในข้ออื่น ๆ อีกมากมาย องค์ธรรมที่กล่าวมาล้วนเป็นความจริงอย่างที่สุด ท่านกล่าวว่า “ไม่มีชีวิตใด หรืออะไรในโลกนี้ที่หลุดออกไปจาก 4 คำนี้คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค” อริยสัจ 4 เป็นกฎที่ไม่มีนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิชาการคนใดมาล้มล้างได้ ถ้าเรารู้จักธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา แผ่นดิน ต้นไม้ สัตว์ รวมทั้งมนุษย์ ร่างกาย จิตใจ เราจะรู้กฎของธรรมชาติไปด้วยว่ามันเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และไม่มีตัวตน เมื่อแยกไม่ได้ว่านี่เรานั่นเขาเพราะมันไม่มีจริง เมื่อไม่มีเส้นแบ่ง ไม่มีขอบเขต ทุกสิ่งก็เกี่ยวเนื่องเป็นเนื้อเดียวกัน เราก็จะปฏิบัติต่อธรรมชาติได้อย่างถูกต้อง ก็จะเกิดความสงบสุขตามมา นี่คือความลึกซึ้งของอริยสัจ 4 อิทัปปัจยตา ก็เป็นกฎของธรรมชาติกฎหนึ่งที่อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ได้ เป็นความรู้ที่เป็นองค์รวมทั้งหมด ไม่ใช่ interdisciplinary เป็นการเห็นภาวะเดียวกัน (กฎ) ซ่อนอยู่ในสิ่งที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไม่เหมือนกันก็เป็นเนื้อเดียวกัน ถ้าจะให้เหลือคำสั้น ๆ ง่ายสำหรับกฎนี้คือ “ชีวิตคือทุกสิ่งทุกอย่าง” ถ้าเราใช้ปัญญาใคร่ครวญพิจารณาให้เห็นอย่างนี้ ชีวิตก็จะง่าย ๆ และสงบ เราจะอ่อนน้อมอย่างยิ่งต่อตนเอง ผู้อื่น ต่อสรรพสิ่ง เราจะอยู่ในโลกนี้อย่างสมดุลและกลมกลืน กฎของธรรมชาติอาจจะอธิบายได้ในแง่ของอายตนะ คือว่าเมื่ออายตนะภายในกระทบอายตนะภายนอกเกิดผัสสะ ท่านว่าจริง ๆ แล้วก็เป็นธรรมชาติมีอยู่ในทุกชีวิต เหตุที่ต้องทำความเข้าใจก็เพราะว่าถ้าเราละเอียดพอเราจะเห็นว่ามันสามารถเกิดได้ 2 ทางคือทางอวิชชา และวิชชา ถ้าอวิชชาครอบงำผัสสะจะเกิดการกระเพื่อมของใจ แต่ถ้าเป็นวิชชา ก็หนักแน่น ทันทีที่เกิดผัสสะถ้าฝึกจิตไว้ดีแล้ว อวิชชาครอบงำได้ยาก ถ้าฝึกจิตไม่ดี จะหวั่นไหว ก็คือทุกข์ นั่นเอง ความทุกข์เกิดจากการไม่อยู่กับความจริงที่เป็นความสัมพันธ์ของอายตนะภายในและภายนอก แต่เรามีสังขาร เป็นตัวปัญหาทำให้แทนที่เราจะเกิดความเข้าใจต่าง ๆ ตามจริงก็ถูกปนเปื้อน ซึ่งสังขารก็มีอวิชชาเป็นองค์ประกอบ หากจะอธิบายตรงนี้ให้ครอบคลุมและชัดเจนยิ่งขึ้นก็ต้องอธิบายในแง่ของ “ปฏิจจสมุปบาท” แต่ถ้าเพื่อความเข้าใจชีวิตเพื่อปฏิบัติในชีวิตประจำวันแล้วเพื่อไม่ให้ยุ่งยากสำหรับผู้ทำความเข้าใจใหม่ อวิชชาจะสรุปลงให้ง่าย ๆ คือคำว่า “ชอบ” หรือ “หวัง” ถ้าเราอยู่กับความชอบหรือหวังก็จะไม่อยู่กับจริง เราก็จะเป็นทุกข์นั่นเอง ทั้งหมดนั้นเป็นการศึกษาพุทธธรรมในมิติต่าง ๆ ยังมีอีกมิติหนึ่งที่อาจารย์พูดถึงคือเรื่องระดับของบุคคล ถ้าเราเอาเรื่องอวิชชา และวิชชาเป็นตัวตั้ง เราจะได้เห็นธรรมะในอีกแง่หนึ่งคือเรื่องระดับที่สูงหรือต่ำกว่ากันของบุคคล ต่ำสุดคือ อบายภูมิ ขึ้นมาเป็นมนุษยภูมิ ทั้งสองภูมินี้บุคคลจะยังวนเวียนอยู่กับอวิชชา มีทุกข์เกิดขึ้นตามวงจรของปฏิจจสมุปบาท ส่วนภูมิที่สูงขึ้นไปและมีอวิชชาน้อยลง ๆ ได้แก่ พรหมภูมิ และจนถึงภูมิที่ดับทุกข์ (ทุกขในอริยสัจ ไม่ใช่ทุกขเวทนา) นอกจากเราจะใช้อวิชชา และวิชชาเป็นตัวตั้งแล้ว เรายังสามารถพิจารณาในแง่ Ego และ Egolessness คือถ้าไล่ระดับบุคคลจากอบายภูมิซึ่งถือเป็นขึ้นทีมี Ego สูงสุดก็จะค่อย ๆ ลด Ego ลงไปเรื่อย จนถึงขั้นอริยภูมิ ที่มี Ego น้อยมากจนกระทั่งไม่มีเลย (มีแต่ไม่ถูกครอบงำ) อาจารย์ยังสอนองค์ธรรมอีกหลายประการ แต่ทุกประการก็เนื่องด้วยองค์ธรรมดังที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งสิ้น ถ้าหากรู้และเข้าใจองค์ธรรมใดองค์ธรรมหนึ่งอย่างลึกซึ้งก็สามารถเข้าใจองค์ธรรมอื่น ๆ ได้ ด้วยว่า “คำสอนของพระพุทธเจ้ามีทุกรัศมี แต่ละรัศมีจะไปรวมกันที่ที่เดียว คือความว่าง” ความรู้ความเข้าใจเหล่านี้เกิดจากการบรรยาย การยกตัวอย่าง การตั้งคำถามที่ชวนให้คิด แต่ละวันหนูจะเกิดการสะดุดใจ เกิดภาวะจิตใจให้คลายออกจากปมต่าง ๆ เกิดความสว่างจนเห็นหนทางแก้ปัญหาบางอย่างในตัวเองได้ จึงอยากจะถ่ายทอดประโยคดี ๆ ที่ยังคงมีคุณค่าต่อจิตใจของหนูจนถึงทุกวันนี้ ไว้ในที่นี้ด้วย · อย่าอยู่กับสิ่งต่าง ๆ ตาม “ชอบ” ให้อยู่กับมันตาม “จริง” · อย่าอยู่กับสิ่งเร้ามาก ๆ จะทำให้ไม่มีช่องว่างในใจ · ถ้าสนิทกับจริง จะไม่มีคลื่นปั่นป่วน · จริง ๆ แล้วชีวิตมีกิจกรรมทีละขณะ รีบได้เร่งได้แต่ไม่ร้อน ถึงเวลาพึงเร็ว เร็ว ถึงเวลาพึงช้า ช้า ถึงเวลาพึงหยุด หยุด · คำว่า “ฉันจะพยายามจะมี structure ของความกดดันซ่อนอยู่ · เราต้องพัฒนาตนเองหลุดจาก ego ที่คับแคบไปสู่ความเป็นเนื้อเดียวกับสรรพสิ่งอย่างลึกซึ้ง · ต้นไม้ไม่เคยวางแผนว่าจะออกใบไหน กิ่งไหนก่อน · พุทธธรรมต้องเรียนให้เข้าใจ ไม่ใช่เรียนให้จำ มีไม่มาก มีนิดเดียว แต่คือทั้งหมด · เสรีภาพไม่ใช่การตามใจ เสรีภาพคือใจที่ปราศจาก โลภะ โทสะ โมหะ จึงจะเกิด peace of mind · เมื่อมีสิ่งมากระทบปึ้ง! ถ้าเป๋แปลว่าเราเสร็จมัน แต่ถ้าสงบคือมันเสร็จเรา เป็นดินแดนข้ามไปข้ามมาระหว่างวิชชากับอวิชชา · เมื่อเกิดทุกขเวทนาแล้วเราเข้าใจทุกข์ (ในไตรลักษณ์) เราก็จะไม่ทุกข์ (ในอริยสัจ ) · กรรมดีก็อาจจะทำให้เหนื่อยได้ กรรมชั่วก็ทำให้เหนื่อยได้ แต่ถ้าทำใจให้สงบอย่างยิ่งจะตัดเรื่องกิเลสได้ กรรมก็ไม่มี วิบากก็ไม่มี สังสารวัฏก็ไม่มี · พยายามอย่ามีชีวิตอยู่กับวงกลม ให้อยู่อย่างเส้นตรง จบแล้วจบเลย ไม่ต้องกลับมาอีก · ถ้าเข้าใจอิทัปปัจจยตาจะดำรงตนอย่างลึกซึ้งในปรากฏการณ์ธรรมชาติ จะเห็นทุกสิ่งเปราะบางพร้อมจะเปลี่ยนแปลง · ถ้าทุกอย่างอยู่ในขณะเดียวกัน ทุกอย่างก็จะเบียดมาเป็นเนื้อเดียวกัน · พระพุทธศาสนาเป็นขนิกวาส พูดถึงทีละขณะ ขณะนี้อาจเป็นเหตุให้เกิดขณะหน้า แต่ขณะหน้าก็อยู่ในขณะนี้แล้ว · เมื่ออยู่กับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างสนิท (ยอมรับเป็นเนื้อเดียวกัน) ก็จะสงบ จริง ๆ แล้วสงบก็มีเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ได้แล้วได้เลย จิตต้องได้รับการประคองไว้เสมอ · นิพพนานคือสงบในความเปลี่ยนแปลง
การได้เข้าเรียนในวิชานี้ยังให้แง่คิดที่ว่าทุกวันนี้เรายิ่งเรียนรู้ (วิชาการหรือข้อมูลทั่ว ๆ ไป) ก็ยิ่งกักขังตัวเอง การเรียนรู้พุทธธรรมยิ่งรู้ก็ยิ่งอิสระ ถ้าหากว่าเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ โดยไม่ได้เรียนรู้พุทธธรรมในแบบเดียวกับความรู้อื่น ๆ ดังที่ท่านมหาสง่า วัดปัญญานันทารามกล่าวว่า “ความเข้าใจแรก ๆ ก็เข้าใจ แต่นานไปนานมาเป็นอุปาทาน” นอกจากนี้ยังมีแง่คิดเกี่ยวกับตะวันออกกับตะวันตก หนูเข้าใจและซาบซึ้งว่า ตะวันออกอ่อนโยนเพราะคิดว่าเราคือผู้อาศัย ตะวันตกคิดว่าโลกเป็นของเรา ตะวันออกคิดว่าเราเป็นของโลกจึงมีท่าทีที่แตกต่างกัน แต่เราก็ไม่ควรแบ่งแยกว่าเราตะวันออกเขาตะวันตกใช่ไหมคะ เพียงแต่เมื่อก่อนเราละเลยคุณค่าของตะวันออกไป ก็น่าจะหันมาใส่ใจมากขึ้น แต่ก็ไม่ให้มาครอบงำเราจนต้องเป็นศัตรูกับคนที่เชื่อตะวันตก แล้วก็สร้างคลื่นของความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นระหว่างผู้ที่นิยมตะวันตกกับตะวันออก ไม่ว่าความรู้แบบไหนตะวันออก ตะวันตก หรือแม้แต่พุทธธรรม ถ้าเราไม่เข้าใจ เราก็จะถูกครอบงำได้โดยง่าย ตรงนี้ต้องเตือนใจตัวเองด้วยกาลามสูตรเสมอ ๆ
ประโยชน์ที่เกิดขึ้นอันดับแรกคือประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง หนูเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเองหลายประการ อันเนื่องมาจากการเรียนวิชานี้ และวิชา counseling ค่ะ ยิ่งเรียนก็ยิ่งได้รับการตบแต่งขัดเกลา จึงอยากที่จะถ่ายทอดประโยชน์ที่เกิดขึ้นเป็นด้าน ๆ ไปค่ะ · เรื่องการให้อภัย การให้อภัยเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเมื่อก่อนค่ะ เกิดขึ้นโดยไม่ได้คิดว่า “ฉันกำลังให้อภัยเธออยู่นะ” แต่คิดว่าเรากับเขาก็ใช้ลมหายใจเดียวกัน คิดถึงว่าเรากับเขาก็เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ถึงแม้ว่าจะยังไม่ใช่อัตโนมัติ แต่ถ้าหากรู้ตัวทันหรือตระหนักขึ้นมาได้ จิตมันก็จะไหลไปสู่สิ่งที่เราเข้าใจเอง เหมือนสายน้ำไหลลงไปสู่มหาสมุทรใช่ไหมคะ · เรื่องของ”เงา” หนูเริ่มเข้าใจแล้วว่า ถ้าเราอยู่กับความจริงไม่สนิทเพราะเรามัวยึด “เงา” ว่าเป็นความจริง อย่างเช่น หนูมีความรู้ที่เป็นเงาอันหนึ่ง (ปรัมปรา) ว่า คนเราต้องพักผ่อนให้เพียงพอ จึงจะทำให้ร่างกายแข็งแรง สมองและจิตใจแจ่มใส ความเชื่อนี้ฝังหัวมานานมาก เมื่อเราติดอยู่กับความรู้นี้ก็ไม่กระจ่างใสที่จะรับรู้ organism ของตัวเองตามความเป็นจริง เราติดกับเรื่องจำนวนชั่วโมงในการนอน แทนที่จะสังเกตเห็นความเป็นจริงด้วย pain observation หนูเคยรู้ (อย่างโง่ ๆ) ว่าหนูเป็นคนประเภท long sleeper คือต้องนอน 8 ชั่วโมง พอวันไหนนอนไม่ถึง 8 ชั่วโมงก็เริ่มไม่สบายใจนิด ๆ ถ้าไม่ถึง 8 ชั่วโมงติดต่อกัน 3-4 วันเริ่มไม่มีความสุข ต้องหาเวลานอนชดเชยให้ได้ ขณะที่คิดว่าเอาล่ะฉันจะนอนชดเชยแล้วนะ ถ้าเกิดเหตุการณ์พลิกผันไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ เช่น มีคนโทรมาปลุก (โดยเฉพาะถ้าเขาโทรผิดเบอร์) หรือ room mate บังเอิญทำเสียงดัง ตอนนี้แหละ อสูรกายที่อยู่ในตัวก็จะโผล่ออกมา กลายเป็นว่าจำนวนชั่วโมงที่นอนมาก ๆ ไม่ได้ช่วยให้จิตใจแจ่มใสเลย ตรงกันข้าม คือยิ่งทำให้ขุ่นมัวเมื่อมันไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง หลังจากที่ได้เข้าใจเรื่องปรัมปรา ในกาลามสูตร ประกอบกับเริ่มซึมซับความจริงของชีวิตอีกหลายอย่างก็เริ่มมีท่าทีที่เปลี่ยนไป จึงเริ่มสังเกตตัวเองใหม่ เป็นแบบ pain observation โดยเฉพาะช่วง 2-3 สัปดาห์นี้เป็นช่วงที่ไม่สามารถนอน 8 ชั่วโมงได้เลยเพราะต้องใช้เวลาในการทำงานและอ่านหนังสือมาก จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้สังเกตตัวเองชัด ๆ แล้วจะรายงานผลให้อาจารย์ทราบนะคะเผื่อว่าหนูจะโดนธนูแค่ดอกเดียว (ทุกขเวทนา) โดยที่ไม่ต้องโดยธนูดอกที่สอง(ทุกข์ในอริยสัจ) · เรื่องการมองอย่างแยกส่วน เดี๋ยวนี้นะคะเวลามองอะไรแบบแยกส่วนแล้วจะนึกขึ้นได้ว่า เอ๊! มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ไหมนะ วันก่อนได้ยินคนพูดว่า อยากหายเจ็บปวด (ใจ) ด้วยตัวเองไม่อยากจะหายเพราะเวลา (ไม่เห็นด้วยกับประโยคปลอบใจว่า “เวลาจะช่วยให้หายจากความเจ็บปวดเอง” หนูก็นึกขึ้นมาในใจทันทีเลยว่า เวลากับเราแยกออกจากกันตรงไหนหรือ เริ่มคิดอะไรแบบนี้เป็นอัตโนมัติแล้วค่ะ แต่ตอนนั้นก็ไม่พูดออกไปให้เกิดความขัดแย้งกับเขานะคะได้แต่นึกในใจ ตอนนั้นเขากำลังโกรธอยู่ค่ะ · เริ่มรู้เท่าทันใน “มานะ” ของตนเอง ความถือดี เปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นด้านดีกว่า ด้อยกว่า อันเป็นคุณสมบัติให้ไม่บรรลุความเป็นอริยะบุคคลนี้ เป็นสิ่งที่มีอำนาจกวนใจหนูมากที่สุดเรื่องหนึ่งค่ะ เมื่อเข้าใจเรื่อง “อิทัปปัจจยตา” ก็จะลดความรุนแรงลงไปได้ แต่ก็อย่างว่าแหละนะคะเรื่องนี้เกาะกุมใจหนูมานานแสนนาน นับวันก็พอกพูนเกรอะกรัง จะให้มันหลุดหายไปเลยทีเดียวก็ยาก กลไกทางจิตของคนนี่ก็เหมือนน้ำกลิ้งบนใบบอนนะคะ หนูจึงขอแค่มีสติระลึกรู้ขณะที่เกิด “มานะ” ได้ก็น่ายินดีแล้วล่ะค่ะ แล้วหนูก็ว่าเท่าที่ผ่านมาก็ได้แล้วนะคะ ต่อไปนี้ก็เหลือแต่การตบแต่งขัดเกลาไปเรื่อย ๆ ค่ะ · เรื่องการบีบบังคับตนเอง ก็คงเป็นผลพวงมาจากเรื่อง “มานะ” ด้วยเรื่องตัณหา อยากดี อยากเก่ง ด้วย ก็เลยบีบบังคับจิตใจตัวเองเสมอ แล้วก็มาสะดุดกับถ้อยคำของอาจารย์หลายอย่างค่ะ ทั้งหลายทั้งปวงล้วนมุ่งเข้ามาหาปมนี้ของหนูได้ทั้งนั้นเลย ยิ่งรับรู้แล้วก็สะท้อนถึงตัวเอง ว่าที่ว่าง ๆ โล่ง ๆ ของใจอยู่ตรงไหน ถ้อยคำของอาจารย์จะคอยวนเวียน ๆ อยู่กับหนูเสมอเมื่อมีสติตระหนักรู้ว่าเรากำลังบีบบังคับใจอีกแล้วโดยเฉพาะจะนึกถึงตัวอย่าง “มะดัน” ค่ะอาจารย์ เวลาคาดหวังอะไรกับตัวเองมาก ๆ ก็จะได้ตัวอย่าง “มะดัน"”ของอาจารย์มาเตือนสติว่ามะดันจริง ๆ อยู่ตรงไหน ถ้าบรรยายประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับตนเองอีกนานก็คงไม่หมดนะคะ ก็อยากจะสรุปตรงนี้ว่า อาจารย์สอนวิชาชีวิต แล้วผลมันก็เกิดกับชีวิตของหนูจริง ๆ เห็นกับตา สัมผัสได้ สังเกตได้จริง ๆ เลยค่ะ จริง ๆ แล้วไม่อยากอธิบายอะไรมากนะคะ อาจารย์บอกว่า “ความซับซ้อนจะเกิดขึ้นเมื่อเราพยายามอธิบาย” แต่มีเหตุจำเป็นต้องอธิบายนี่นะคะ เพราะอาจารย์อยากทราบ ก็ต้องอธิบาย อีกอย่างนะคะ การชี้ชัดลงไปว่าเราเป็นอย่างนั้น อย่างนี้มันก็แค่วินาทีนี้ ทีเหลือก็เป็นแค่เงาใช่ไหมคะ เพราะมันเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่เงาที่ค้างอยู่ในใจเรานี่สิคะ ร้ายมากเลยมันจะสร้างเป็นความคาดหวังทำร้ายเราอีกเมื่อเราไม่สนิทกับความเปลี่ยนแปลงค่ะ
ประโยชน์ที่จะพึงเกิดขึ้นประโยชน์ที่จะพึงเกิดขึ้นก็ต่อเนื่องจากประโยชน์ที่เกิดขึ้นไปแล้วก็คือ ถ้าหนูมีความเข้าใจเรื่องของชีวิต มีความสงบ สนิทกับความจริง ก็จะเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับผู้อื่นรอบ ๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัว เพื่อนฝูง ผู้ร่วมงาน และลูกศิษย์ค่ะ เพราะเราเป็น net work of lives ใช่ไหมคะ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในแง่ของการขยายองค์ความรู้ให้กว้างขวางออกไปในรูปแบบต่าง ๆ การจัดเสวนาที่เรากำลังจะดำเนินการกันอยู่นี้ก็เป็นรูปแบบหนึ่งที่เราพยายามจะเผยแผ่สู่ชุมชน การเป็น counselor ที่จะพา client ไปจากที่มืดไปสู่ที่สว่างด้วยกฎแห่งธรรม การเป็นครูอาจารย์ที่จะเป็นต้นไม้ที่ร่มเย็นเอื้อให้ต้นกล้าลูกศิษย์ได้เติบโต การเขียน การบรรยาย การทำ work shop พูดง่าย ๆ คือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เราสามารถผลิตได้ ขอเพียงแต่ว่าเราหมั่นศึกษา พัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ ประโยชน์ก็จะพึงเกิดขึ้นต่อไป
ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
|
|||||||||||||||
|
|